วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิตามินซี (Vitamin C)

     วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ วิตามินซีละลายน้ำได้ดีจึงถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ง่าย จำเป็นต้องได้รับทุกวันสม่ำเสมอ

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แอล-กลูต้าไธโอน (L-Glutathione)

      เป็นสารประเภทTripeptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ ซิสเทอีน(Cysteine), ไกลซีน (Glycine), กลูตามิค (Glutamic acid) กลูต้าไธโอน เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ที่สำคัญชนิดละลายน้ำได้ที่ร่างกายสร้างขึ้น และเป็นพื้นฐานสำหรับสารแอนติออกซิแดนท์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมทั้งกลูต้าไธโอนเปอร์ออกซิเดส สารประกอบ กลูต้าไธโอน ช่วยปกป้องร่างกายจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยตับในการย่อยสลายสารพิษ ร่างกายของเราจะผลิตมากขึ้นหากได้รับสารพิษเข้าไป เช่น ยาฆ่าแมลง สารเคมีต่างๆที่ปนเปื้อนในอาหาร น้ำดื่ม สารพิษเหล่านี้จะทำลายเซลล์ และระบบของร่างกาย

     เนื่องจาก กลูต้าไธโอน เป็นสารที่มีความสำคัญ จึงได้มีการติดตามผลการรับประทานสารชนิดนี้เป็นอาหารเสริมเป็น เวลาหลายปี โดยตั้งคำถามเกี่ยวกับการดูดซึมของสารอาหารชนิดนี้ นักชีววิทยาด้านเซลล์หลายคนเชื่อว่า กลูตาไธโอน ถูกย่อยสลายให้เป็นส่วนประกอบย่อยที่มีคุณสมบัติป้องกันการทำปฏิกิริยากับ ออกซิเจนในระหว่างการย่อยสลาย แต่ กลูต้าไธโอน ในรูปที่ยังไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนนี้ เมื่อทำงานร่วมกับวิตามินซี ที่มีคุณสมบัติ เป็นสารแอนติออกซิแดนท์แล้ว ปรากฏว่าร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่าย และเป็นประโยชน์ในทางการรักษาโรค กลูต้าไธโอน ได้รับสมญาว่า ”หัวหน้าสารต้านอนุมูลอิสระ ” ช่วยให้เรามีสุขภาพดี และ มีชีวิตยืนยาว คนเราต้องสัมผัสกับสารพิษอยู่เสมอ จะมีความต้องการใช้ กลูต้าไธโอน ที่ร่างกายสร้างเองอย่างมาก (ซึ่งบางครั้งไม่เพียงพอ) หากร่างกายไม่มีกลูต้าไธโอน เซลล์จะตายอย่างรวดเร็ว นำไปสู่ความชรา และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรค ซึ่งกระตุ้นด้วยอนุมูลอิสระ เช่นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ เส้นเลือดตีบ
     กลูต้าไธโอน มีการใช้อย่างแพร่หลาย และกว้างขวาง ปัจจุบันเราพบว่าเอาไปใช้เป็น อาหารผิวเพื่อ ผิวเนียน ขาว ใส เป็นที่นิยมของดารา นางแบบ นายแบบ อย่างมาก
     การรักษาระดับ กลูต้าไธโอน ในรูปที่ยังไม่ได้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนให้เพียงพอ จะช่วยชะลอกระบวนการชราและเพิ่มความต้านทานโรคได้ เป็นสาร Detoxification เปลี่ยนสารพิษให้อยู่ในรูปที่ไม่เป็นพิษ เพื่อขับถ่ายทิ้ง เร่งประสิทธิภาพการทำงานของวิตามิน C และ E ทำให้อยู่ในรูปที่ดูดซึมได้เร็วขึ้น กลูต้าไธโอนพบได้ใน ปลา, เนื้อ, นม, Asparagus, อะโวคาโด, วอลนัท

 
หน้าที่หลักของกลูต้าไธโอนที่เด่นมีอยู่ 3 ประการ คือ

1. Detoxification : กลูต้าไธโอน ช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่างๆ ในร่างกายโดยเฉพาะ Glutathione-S-transferase ที่ช่วยในการกำจัดพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ (ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิดให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้น และง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (สุรา) สารพิษจากบุหรี่ ยาพาราเซตามอลเกินขนาด
2. Antioxidant : กลูต้าไธโอน มีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น (Antioxidant) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อม หรือความแก่ของเซลล์ (Anti-aging) และการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เส้นเลือดตีบ ต้อกระจก เป็นต้น
3. Immune Enhancer : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิดเพื่อให้ร่างกาย ต่อต้านสิ่งแปลกปลอม รวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้ กลูต้าไธโอน ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีน และ Prostaglandin

     สำหรับผู้หญิงที่ต้องการให้ ผิวเนียน ใส ขาวกระจ่าง เปล่งปลั่ง (เป็นเหตุผลที่เธอเสริม กลูต้าไธโอน มากที่สุด) ผลข้างเคียง ในปัจจุบันยังไม่มีผลข้างเคียงใดๆรายงาน และไม่มีรายงานความเป็นพิษ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในระยะสั้น หรือระยะยาว ระดับความปลอดภัย จัดเป็น “อาหารเสริม” ไม่ใช่ “สมุนไพร” การผลิตโดยทั่วไปผ่านกระบวนการสังเคราะห์ ผลข้างเคียงที่มีรายงานคือ การกินปริมาณสูงติดต่อกัน จะทำให้ผิวขาวใส

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

โครเมียม พิโคลิเนต

โครเมียม (Chromium) เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย มีผลต่อการเจริญเติบโต และการมีสุขภาพที่ดี มีความจำเป็นต่อขบวนการแตกตัวของโมเลกุลโปรตีน ไขมันและการมีสุขภาพที่ดี

มีความจำเป็นต่อขบวนการแตกตัวของโมเลกุลโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ซึ่งโครเมียมได้รับความนิยมสูงมากในคนอเมริกัน ร่างกายมนุษย์ต้องการโครเมียม ในปริมาณ 50 - 200 ไมโครกรัมต่อวัน

โครเมียมช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่จากการวิจัยพบว่า โครเมียม เป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF (Glucose tolerance factor) โดยจะทำงานร่วมกับ ไนอาซิน และกรดอะมิโน อีกหลายชนิดในขบวนการที่ช่วยรักษาประมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ นอกจากนี้โครเมียมยังมีบทบาทในการเพิ่ม HDL หรือ คอเลสเตอรอลชนิดดี และลดระดับ LDL คอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ด้วยโครเมียมกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนน้ำตาล กลูโคสให้เป็นพลังงานและขบวนการสังเคราะห์กรดไขมันและคอเลสเตอรอล จึงดูเหมือนว่า โครเมียม จะเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลินและการจัดการกับน้ำตาลกูลโคส ป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป

จากการศึกษาพบว่า โครเมี่ยม มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงปริมาณของไขมันในร่างกาย โดยพบว่า โครเมียมอาจจะลดปริมาณไขมันและกระตุ้นการสร้างมวลกล้ามเนื้อ โดยทดลองให้โครเมียม ขนาด 400 ไมโครกรัมต่อวันกับอาสาสมัครเป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่ามีการลดลงของปริมาณไขมันและน้ำหนักในร่างกาย


ทำไมต้องเสริมโครเมียม พิโคลิเนต

ปัจจุบันคนเรากินอาหารหวาน ขนมหวาน ผลไม้หวาน และเครื่องดื่มที่หวาน ๆ กันอย่างมากมาย ทำให้ร่างกายของเราใ้ช้โครเมียมสิ้นเปลืองมากจนทำให้เกิดภาวะที่ร่างกายขาด โครเมียม เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว และการที่คนเรากินอาหารสำเร็จรูปที่ผ่านกระบวนการผลิตมากมาย ซึ่งส่งผลให้อาหารเหล่านั้นขาดแร่ธาตุโครเมียมซ้ำเข้าไปอีก ด้วย 2 เหตุผลหลักนี้เองส่งผลให้การกินโครเมียมเสริมเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก สำหรับคนในยุคปัจจุบันอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ค่ะ


โครเมียม ช่วยอะไร?

จากหนังสือ "Clinical nutrition a functional approach" ของ the institute for functional medicine ตีพิมพ์ปี 1999 หน้า161 - 163 ได้กล่าวถึงประโยชน์ของโครเมียมที่ได้รวบรวมงานวิจัยต่าง ๆ ไว้ ว่า "โครเมียม ช่วยการทำงานของอินซูลินอย่างมากโครเมียมเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลิน และการจัดการกับน้ำตาลกูลโคส ป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปหรือสูงเกินไปดังนั้นจึงมีประโยชน์ อย่างมากต่อผู้ป่วยเบาหวานช่วยให้การเผาผลาญไขมันดีขึ้น ช่วยเพิ่มไขมัน HDL และช่วยลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์และ LDL ช่วยเพิ่มระบบภูมิต้านทาน (เนื่องจากไปลดจำนวน cortisol และเพิ่ม immunoglobulin) และช่วยลดความอ้วนได้ในบางคน"

การลดน้ำหนักโครเมียมที่แสดงผลในเรื่องนี้ คือ มันไปช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และไปเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ มีการศึกษาในปี 1998 โดยมีอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 122 คนที่เป็นสมาชิกของเฮลท์คลับต่าง ๆในเทกซัส ได้รับโครเมียมจำนวน 400 ไมโครกรัมต่อวันหรือยาหลอกเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 เดือน คนที่ได้รับโครเมียม มีไขมันในร่างกายลดลง 6 ปอนด์ (2.7 กิโลกรัม) ขณะที่คนที่ได้รับยาหลอกลดลงเพียง 3 ปอนด์ (1.3 กิโลกรัม) แหล่งที่พบโครเมียมที่ดีที่สุด คือ ในยีสต์ (ฺBrewer's yeast) นอกจากนั้นก็ยังพบในเมล็ดธัญพืชและซีเรียล ซึ่งโดยปรกติโครเมียมมักจะถูกทำลายไปในระหว่างกระบวนการผลิตเสมอ ทำให้อาหารที่พวกเราบริโภคขาดโครเมียมไป


ใคร? เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะขาดโครเมียม 

พบว่า คนในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วย นักกีฬา และหญิงมีครรภ์ เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาด โครเมียม มากที่สุดหากร่างกายขาดโครเมียมจะเกิดอะไรขึ้น?

เมื่อร่างกายขาดโครเมียม จะมีอาการต่อไปนี้ คือ อ้วนง่าย ตัวบวมๆ ฉุๆ อ่อนเพลีย มีน้ำตาลรั่วออกมาในปัสสาวะ เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ฯลฯ


คนทั่วไป ควรได้รับโครเมียมวันละเท่าไหร่? 

ปกติคนทั่วไปควรได้รับโครเมียมปริมาณที่แนะนำโดยแพทย์ทั่วไป คือ 200 ไมโครกรัมต่อวัน
(ขนาดที่ อย. อเมริกัน US FDA ได้แนะนำไว้คือ 50-200 ไมโครกรัมต่อวัน)

สรุป 

โครเมี่ยม อะมิโน แอซิด คีเลต (Chromium Amino Acid Chelated)
ช่วยลดความอยากอาหาร ป้องกันไม่ให้น้ำตาลเปลี่ยนเป็นไขมัน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดระดับไขมัน LDL ลดการสร้างไขมันใหม่ และสลายไขมันเก่าให้กลายเป็นกล้ามเนื้อ ทำให้รูปร่างกระชับ ไร้ไขมันส่วนเกิน Chromium AAC มีโมเลกุลขนาดเล็กมาก สามารถดูดซึมผ่านลำไส้ได้โดยทันที โดยไม่ต้องผ่านการย่อย ทำให้เพิ่มขีดความสามารถในการดูดซึมของแร่ธาตุโครเมี่ยมให้สูงยิ่งขึ้นกว่า โครเมี่ยมชนิดอื่นๆ ปราศจากผลข้างเคียง ถึงแม้ว่าจะรับประทานมาเป็นเวลานาน พบโครเมี่ยมในบรูเออร์ยีสต์ ข้าวต่างๆ เนยแข็ง และตับ

Credit: http://realelixir.com/health-tips/51-chromium.html

ไบโอติน (Biotin)

     ไบโอตินจัดอยู่ในกลุ่มของวิตามินบี หรือเรียกว่า “วิตามินเอช” หรือ “โคเอนไซม์อาร์” ไบโอตินทำงานร่วมกับวิตามินบีอื่นๆ ในกระบวนการเผาผลาญอาหารให้ได้พลังงาน พบในอาหารแทบทุกชนิด จึงไม่พบการขาดวิตามินชนิดนี้ ยกเว้นการกินไข่ขาวดิบในปริมาณมากจะลดการดูดซึมไบโอติน



หน้าที่สำคัญของไบโอติน

     ไบโอตินทำหน้าที่สำคัญในกระบวนการสังเคราะห์กรดไขมัน ซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างผิวหนัง ผม และระบบประสาทรวมทั้งหน้าที่อื่นๆ ในร่างกาย มีรายงานว่า ไบโอตินสามารถป้องกันผมหงอก และศีรษะล้านก่อนวัยได้ ร่างกายจำเป็นต้องได้รับไบโอตินสม่ำเสมอ เพราะวิตามินชนิดนี้ละลายได้ดีน้ำ จึงถูกขับออกได้ง่ายทางปัสสาวะ


ประโยชน์ของไบโอติน

  • ไบโอตินช่วยป้องกันผมหงอกและศีรษะล้านก่อนวัยได้
  • ไบโอตินช่วยให้ผิวหนังอักแสบดีขึ้นหากได้รับไบโอตินมากเพียงพอ และยังใช้รักษาสะเก็ดที่ศีรษะในทารก
  • ไบโอตินปริมาณต่ำทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน ต่ำไปด้วย อาจติดเชื้อยีสต์ได้ง่าย ไบโอตินปริมาณสูงช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และลดการติดเชื้อ นอกจากนี้แบคทีเรียในลำไส้ยังช่วยสังเคราะห์ไบโอตินให้กับร่างกาย แต่แบคทีเรียจะลดจำนวนลงได้ง่าย เมื่อใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายอ่อนแอลง จนเกิดฝ้าขาวในปากและลำคอ

อาการขาดไบโอติน

  • ศีรษะทารกมีสะเก็ด
  • ผื่นแดงและผิวหนังอักเสบ
  • ผมหงอก และศีรษะล้านก่อนวัย

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

ปริมาณ 150 ไมโครกรัมต่อวัน


Credit: http://realelixir.com/health-tips/38-biotin.html